ว่ายกบเทคนิคลูกคลื่น
แปลและเรียบเรียงจาก Wave-Action Breastroke : from a technical Angle
โดย Joseph Nagy จาก Swimming Technique Aug - Oct 1989

โดย  ร.บ.  จาก วารสารว่ายน้ำ 


        ว่ายน้ำเป็นกีฬาที่ใช้ความคิดความสร้างสรรค์อยู่บ้างในเรื่องของเทคนิค  แม้จะไม่บ่อยนัก  และการ ว่ายน้ำท่ากบ
 ก็ได้รับการคิดค้นกบสไตล์ใหม่แบบ " กบลูกคลื่น " ( Wave-action Breastroke ) โดย Joseph Nagy  ซึ่งเป็นผู้ฝึกสอน
 ชาวฮังการี  ที่ชำนาญในการว่ายท่ากบโดยเฉพาะ  หลักการคือ ให้ลำตัวของผู้ว่ายคล้ายกับคลื่นในขณะที่ว่าย
           จุดมุ่งหมายของการว่ายน้ำในอดีตและในปัจจุบันก็คือมีความเร็วสูงที่สุดจากการเคลื่อนไหวที่ลื่นต่อเนื่อง และมี
ี ประสิทธิภาพมากที่สุดระยะทางที่ใกล้ที่สุดระหว่าง 2 จุดก็คือ เส้นตรง ดังนั้น ผู้ว่ายที่ประสบผลสำเร็จต้องว่ายไปตามแนวเส้น
 ตรงส่วนหนึ่งของลำตัวอยู่ในน้ำ ส่วนหนึ่งอยู่เหนือน้ำ
            แต่กติกาไม่ให้ว่ายกบใต้น้ำ และมีข้อจำกัดเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวเหนือน้ำ นอกจากนี้การว่ายเหนือน้ำมากจนเกินไป
 จำเป็นต้องใช้พลังงานสูง  ซึงพลังงานนี้น่าจะนำมาผลิตความเร็วมากกว่า  ดังนั้นทาง ที่ดีที่สุดรองลงมาก็คือการไหล
 แบบลูกคลื่นที่มีลักษณะสมดุลย์กัน  หากปรับให้ลำตัวเข้าสู่แนวเส้นตรงมากขึ้นเท่าใดก็จะสามารถเพิ่มความเร็วได้อีก
 ซึ่งหมายถึง ( wavelength ) ที่ยาวกว่าและ / หรือ ( amlitude ) ที่สั้นลง นี่คือหลักการของการว่ายกบสไตล์ลูกคลื่น
          ทุกจุดบนลำตัวของนักว่ายน้ำต้องประสานกันนำไปสู่ลักษณะลูกคลื่นที่ยาว  โดยใช้ลำตัว, ฝ่ามือ, ขาและลำตัว
          นอกจากตัวอย่างทางฟิสิกซ์ที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น เราสามารถศึกษาการเคลื่อนไหวของสัตว์บางชนิดเช่นกัน เป็นต้นว่า
 แมวน้ำหรือปลาบางประเภท  การว่ายท่าผีเสื้อก็ใช้เทคนิคลูกคลื่น  และหากสังเกตสะโพกของนักว่ายน้ำผีเสื้อที่ดีแล้ว
ก็จะมีลักษณะการเคลื่อนไหวเหมือนกับลูกคลื่นเช่นกัน
         ฐานสำคัญในการว่ายกบแนวใหม่คือ พยายามให้ลำตัวแบนที่สุด และลอยอยู่บนผิวน้ำมากที่สุด  ลักษณะนี้จะเหมาะ
 กับการลอยตัวมาก ( glide ) ซึ่งถือเป็นตำแหน่งที่ 1 ของเทคนิคลูกคลื่น ประกอบด้วย
               ( ก )  ศีรษะและแผ่นหลังบนผิวน้ำหรือเหนือผิวน้ำเล็กน้อย
               ( ข )  ส่วนล่างของลำตัวต่ำกว่าผิวน้ำเล็กน้อย
               ( ค )  หัวไหล่อยู่ต่ำให้ลึกที่สุด
               ( ง )  ขาทั้งสองเหยียดตรงประกบขนานกัน
               ( จ )   ลำตัวทั้งสองเหยียดตรง บิดฝ่ามือหันออก
               ( ฉ )   ยืดไหล่ไปข้างหน้าให้มากที่สุดและใช้ไหล่กดหู่ทั้งสองข้าง  ในตำแหน่งนี้ด้านหน้าของ
                                     ลำตัวคือ บริเวณอกจะโค้งเหมือนเรือจึงช่วยในการพยุงตัว                                            
                ตำแหน่งที่ 2   เป็นตำแหน่งที่สโตร์คการว่ายเริ่มต้นก่อนอื่น แขนที่เหยียดตรงไปข้างหน้าจะเปิดออกประมาณ 
1 - 2 นิ้ว ฝ่ามือหันออกในลักษณะนี้ระยะระหว่างมือทั้งสองจะมากกว่าระยะระหว่างข้อศอกทั้งสอง  จากนั้นแขนจะงอลง
 และมือเคลื่อนไปอยู่ใต้ศอก แล้วจึงเคลื่อนไปข้างหน้าในจุดนี้  มือและศอกจะเคลื่อนกลับไปข้างหน้าพร้อม ๆกัน  ซึ่งจะเห็นได้ว่า
 ช่วงฝ่ามือจะต้องเคลื่อนที่ไกลกว่าข้อศอก ในการเคลื่อนลงและออกด้านข้าง  ขณะที่แขนเคลื่อนไหวดังกล่าว  แผ่นหลังของ
 ผู้ว่ายจะแอ่น ศีรษะยกขึ้นช้า ๆ พร้อมกับหัวไหล่  เมื่อเสร็จการดึงแขนและแขนอยู่ในลักษณะเหยียดตรงข้างหน้าแล้ว
 ผู้ว่ายจะเสร็จการพ่นน้ำหายใจออก และเมื่อริมฝีปากพ้นน้ำก็จะเริ่มหายใจเข้าทันที  ที่สำคัญอย่าให้ผู้ว่ายยกศีรษะขึ้นก่อน
 มิฉะนั้นจะเริ่มหายใจเร็วเกินไป
                เมื่อนักว่ายน้ำหุบแขนทั้งสองเข้าหากัน  ข้อศอกจะอยู่ภายใต้หัวไหล่  และเลยไปด้านหลังของหัวไหล่เล็กน้อย
 แต่ข้อศอกจะอยู่หน้าหัวไหลเมื่อแขนอยู่ในจังหวะดึงกลับ ( recovery ) การดึงแขนในส่วนแรกคล้ายกับการดึงแขนของท่าผีเสื้อ
 ในลักษณะเดียวกันขางอและเริ่มแยกห่างกันที่หัวเข่า  ก้นจมลงในน้ำพร้อมกับที่ไหลยกสูงขึ้นตามลักษณะของลูกคลื่น ดึงส้นเท้า
 มาสู่ก้น และงอเข่าเพียงเล็กน้อย หลังของผู้ว่ายพ้นผิวน้ำในลักษณะแอ่น  การประสานงานระหว่างการแอ่นหลังและความเร็ว
ในการยกลำตัวเป็นสิ่งที่สำคัญ เพื่อให้ต่อเนื่องพอสำหรับเคลื่อนไปสู่การลอยตัว ( glide ) แทนที่จะเป็นการยกลำตัวขึ้นตั้งไว้เฉย ๆ
                ในช่วงต่อมา เมื่อนักว่ายน้ำดึงแขนจบจะพลิกฝ่ามือคืนสู่ตำแหน่งที่ 1  มือทั้งสองรวบเข้าหากันข้างหน้า
 ในระดับผิวน้ำ โดยที่ศอกไม่จมน้ำ
                ในขั้นนี้  เข่าและช่วงล่างอยู่ในต่ำแหน่งที่ต่ำที่สุดในขณะที่หัวไหลอยู่ในระดับสูงที่สุด  อย่าดึงเขาเข้าหาลำตัว
 การงอเข่านั้นขาต้องอยู่แนวเส้นตรงเดียวกับลำตัว  เขาควรอยู่ห่างกันเท่า ๆ กับความกว้างของสะโพก
                ในจังหวะนี้ ยกหัวไหล่อย่างแรงขึ้นสู่แนวหู  ควรจะยกให้สูงที่สุดและใกล้ที่สุด  เพื่อจะได้พุงไปข้างหน้า
 ได้ไกลยิ่งขึ้น  ถ้าพุ่งได้ไม่แรงและไกลเพียงพอจะเกิดจุดบอดในจังหวะการว่าย  เพราะขณะนี้การดึงแขนก็ได้เสร็จสิ้นไปแล้ว
 แต่ขายังไม่ได้เริ่มเตะ
                ในตำแหน่งนี้การเกิดการเคลื่อนตัวที่สำคัญ  ด้วยมือที่อยู่คู่กันข้างหน้า  ผู้ว่ายพุงตัวอย่างแรงไปข้างหน้า  
 การเคลื่อนไหวนี้จะเริ่มจากมือและศอกก่อน  ส่วนไหลจะตามมาในภายหลัง  ขณะเดียวกันนี้ ศีรษะยื่นไปข้างหน้าอยู่ระหว่าง
 ไหลทั้งสองเหมือนกับว่ากำลังโค้งศีรษะ  นักว่ายน้ำส่วน ใหญ่จะผิดพลาดในข้อนี้  เพราะมักกดศีรษะลงขณะที่มือยื่นออกไป
 ข้างหน้าทำให้จมลงในน้ำ  ดังนั้นต้องพยายามยกหัวไหล่ให้สูงพร้อมกับยื่นไปข้างหน้าด้วย  มีข้อสังเกตว่าไหล่เป็นส่วนที่
 กว้างที่สุดของลำตัว  จึงมีแรงต้านทานที่สุด  ฉะนั้นถ้าพยุงให้ไหล่อยู่เหนือน้ำได้นานก็จะว่ายให้เร็วขึ้น  ความสูงที่ยกตัว
 ขึ้นถูกกำหนดโดยผู้ว่ายแต่ละคนว่าสามารถโถมตัวไปข้างหน้าเหนือน้ำได้อย่างไร
                ในขณะที่โถมตัวขาจะเริ่มเคลื่อนในขณะนี้ขาควรงอเพื่อให้หน้าแข้งประชิดก้นในลักษณะแนวตั้งและส้นเท้า
 อยู่กว้างเท่ากับขนาดของสะโพก  ขาอยู่ต่ำกว่าระดับผิวน้ำ 1 - 2 เซ็นติเมตร  และไม่ควรพ้นผิวน้ำ เนื่องจากจังหวะโถม
 ตัวเป็นจังหวะที่เร็ว การเตะขาก็ต้องเร็วเช่นกัน การเตะที่ถูกต้องจะเก็บระดับของขาไว้  ในขณะที่ตัวพุ่งไปข้างหน้าขาก็ยังคง
 ระดับเดิมอยู่  นักว่ายน้ำหลายคนโดยเฉพาะผู้หญิงมักเตะลงแทนที่จะเตะไปข้างหลัง  ทำให้การว่ายน้ำไม่ประสิทธิภาพ
                หลังจากโถมตัว  นักว่ายน้ำจะลอยอยู่บนผิวน้ำ ศีรษะโค้งและเห็นปลายเท้าคุ้มเข้าหากัน  แขนเหยียดตรง
 ไปข้างหน้าและหลังพ้นผิวน้ำ กลับคืนสู่ตำแหน่งลอยตัว
                คราวนี้เรามาศึกษาเกี่ยวกับพลศาสตร์ ( Dynamics ) ของการว่ายแบบลูกคลื่น  จากรูปท่านจะเห็น
 ลักษณะเส้นที่แสดงระดับน้ำ   แม้ว่าจะได้รับอิทธิพลจากการว่ายบ้าง  จะเห็นว่าในรูปหัวไหล่เคลื่อนไหวอยู่เหนือผิวน้ำค่อน
 ข้างมาก ซึ่งหมายความว่าแผ่นหลังก็อยู่เหนือผิวน้ำด้วยเช่นกัน จริง ๆ แล้ว หัวไหล่อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำน้อยมาก ( ไม่กี่เซ็นติเมตร )
 และเพียงเวลาอันสั้น เหตุที่หัวไหล่ต้องจมน้ำบ้างก็เพื่อช่วยให้ส่วนก้นและเอวสามารถยกขึ้นสูงพอให้นักว่ายน้ำอยู่ที่ระดับผิว
 น้ำพอดี สังเกตได้ว่า ส่วนก้นจะเคลื่อนไหวเป็นลูกคลื่นที่เบาและแบนกว่าหัวไหล่ เหตุนี้เนื่องมาจากระยะทางที่ห่างจากจุดศูนย์
 ถ่วง ( Centre of Gravity )
ของลำตัวที่แตกต่างกัน ในเทคนิคนี้จะกำหนดให้จุดศูนย์ถ่วงอยู่ระหว่างหัวไหล่และก้น  เมื่อหัวไหล่อยู่
 ในตำแหน่งสูงที่สุด ก้นจะอยู่ในตำแหน่งที่ต่ำที่สุด ก้นจะอยู่ต่ำกว่าผิวน้ำมากที่สุดประมาณ 20 - 25 เซนติเมตร  และสูงกว่าผิว
 น้ำเพียงไม่กี่เซนติเมตรเท่านั้น การว่ายดังนี้จะกระทำได้ต่อเมื่อมีความเร็วที่สูงและมีเทคนิคที่แม่นยำอย่างแท้จริง


 


                ก่อนที่จะสรุปคุณสมบัติสำคัญของการว่ายกบสไตล์ลูกคลื่น ท่านควรเข้าใจว่าการว่ายน้ำของมนุษย์จะไม่สามารถ
 เคลื่อนไหวแบบลูกคลื่นได้สมบูรณ์ เนื่องจากเหตุผลหลายประการ เช่น รูปร่างและกล้ามเนื้อของมนุษย์ไม่สมดุลย์กันทั้งหมด
 ในขณะที่ว่าย  คลื่นในสระน้ำมีผลกระทบการว่ายและที่สำคัญการเหนื่อยล้าของผู้ว่ายย่อมทำให้เทคนิคการว่ายแย่ลงกว่า
 เดิมมาก อย่างไรก็ตาม นักว่ายน้ำควรวางเป้าหมายที่จะว่ายในเทคนิคลูกคลื่นที่สมบูรณ์แบบที่สุดซึ่งพอสรุปคุณสมบัติเด่น
 ได้ดังนี้                      
                1. ตำแหน่งลอยตัวถือเป็นฐานของการว่ายท่านี้  ต้องลอยตัวบนผิวน้ำให้เรียบที่สุด เพื่อมีการต้านทาน
 น้ำน้อยที่สุด  ลำตัวยืดตรงตลอด หัวไหล่แลก้นอยู่ในระดับเดียวกัน  คือต่ำกว่าผิวน้ำเล็กน้อยและแขนยื่นไปข้างหน้า
                2. หัวไหล่เคลื่อนไหวแบบลูกคลื่น และเป็นจุดที่นำการเคลื่อนไหวของส่วนอื่น ๆ หัวไหลอยู่ใต้ผิวน้ำในระยะเวลา
 สั้น ๆ เท่านั้นเพื่อพยุงก้นและเอวให้สูง ความเร็วและเทคนิคการดึงแขนเป็นปัจจัยหลักของการว่ายแบบลูกคลื่น
                3. ความเร็วของจังหวะการดึงแขนเป็นตัวกำหนดการเตะขา แขนจะเริ่มให้ความเร็วเบื้องต้น ลักษณะโถม
 ตัวและเตะขาจะตามมาภายหลัง แต่ทุกอย่าง - การดึงแขน การโถมตัวและการเตะขา - จำเป็นต้องประสานกันอย่างนุ่มนวล
 และต่อเนื่อง เพื่อให้ได้การว่ายแบบลูกคลื่นที่ลื่นไหลไปอย่างสวยงามพร้อมกับความเร็วที่คงที่หรือเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
                ดังนั้นถ้าจังหวะการเตะขาช้ากว่าการดึงแขนการจับน้ำด้วยฝ่าเท้าจะไม่พอเพียงและการเคลื่อนไหวจะไม่ต่อเนื่อง
 หากจะศึกษาส่วนประกอบใหญ่ ๆ ทั้ง 3 ประการนี้ ( การดึงแขน , การโถมตัวและการเตะขา ) สิ่งที่มีความเร็วสูงที่สุดคือ 
 การโถมตัว ( แต่ผลิตความเร็วน้อยกว่าส่วนของแขนและขา ) และเพื่อความต่อเนื่องการดึงแขนและการเตะขาจะเร่งความเร็ว
ให้สูงขึ้นเมื่อใกล้การโถมตัว
                4. แผ่นหลังอยู่เหนือน้ำตลอด แม้ว่าคลื่นจากสระน้ำจะกลบไปบ้างเป็นครั้งคราว สิ่งสำคัญก็คือ เมื่อลำตัวลอย
 สู่ผิวน้ำแผ่นหลังจะไม่ยกน้ำขึ้นมาตรง ๆ แต่จะค่อย ๆ สอดขึ้นมาจากผิวน้ำ
                5. ตำแหน่งของลำตัว หน้าอก และท้องลอยอยู่เหมือนท้องเรือตลอดทั้งสโตร์ค นอกจากในช่วงของการลอยตัว
 เท่านั้นที่หน้าท้องหุบขึ้นเหนือระดับของหน้าอก เพื่อให้ตัวสามารถลอยได้สูงที่ระดับผิวน้ำ
                6. ในระหว่างที่จบการดึงแขนและแขนกลับสู่การเหยียดตรงข้างหน้า หัวไหลจะถูกพยุงด้วยแรงที่เกิดขึ้นที่ฝ่ามือ
                7. เมื่อจบสโตร์ค ผู้ว่ายต้องเหยียดมือออกมาไปข้างหน้าให้ไกลที่สุด เพื่อสามารถจับน้ำ
( Catch ) อย่างเต็มที่
              ทั้งนี้จุดมุ่งหมายส่วนใหญ่ของการว่ายกบสไตล์นี้ก็คือให้จุดศูนย์ถ่วงเคลื่อนที่ไปข้างหน้าเพื่อเป็น
 แนวเส้นตรงเพื่อก็ให้เกิดความเร็วจากการว่ายกบที่สูงกว่าเทคนิคเดิม

 



Get your Free Advertising...for Thai web sites only!