ความสัมพันธ์ระหว่างชีพจร แลคเตท และความเร็วของการว่ายน้ำ

แปลและเรียบเรียงจาก
THE HEART RATE-LACTATE CONNECTION

โดย รัชนีวรรณ

	เป็นที่ทราบกันดีว่า  ระบบพลังงานที่ใช้ในการแข่งขันว่ายน้ำมีอยู้ด้วยกัน 3 ระบบ  คือ  
ระบบฟอสเฟต(ATP-CP),ระบบ ANAEROBIC  และ ระบบ AEROBIC  ความสัมพันธ์
ของทั้ง 3 ระบบดังกล่าวในการว่ายน้ำขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลายประการ  อาทิ  ความหนัก
เบาของการฝึกนักกีฬา การลำเลียงส่งออกซิเจน  และการนำออกซิเจนมาใช้  เป็นต้น
	ตารางที่ 1 แสดงถึงสัดส่วนของพลังงานที่ใช้ในระบบทั้งสามสำหรับการแข่งขันระยะทางต่างๆกัน
   
Distance(m.) Phosphate Lactic Aerobic
50 90 10 -
100 20 55 25
200 10 50 40
400 5 25 70
80 - 20 80
1500 - 15 85
	นอกจากนี้  รายการแข่งขันว่ายน้ำส่วนใหญ่มีความจำเป็นต้องใช้ออกซิเจนในปริมาณที่สูง  
คือมากกว่า 80% ของความจุออกซิเจนเต็มที่ หรือ VO2 Max  ดังนั้น  นักว่ายน้ำที่มีความ
สามารถสูงในการลำเลียงออกซิเจน  และในการนำออกซฺเจนมาใช้จะสามารถชะลอการเกิดความ
เหนื่อล้าเพราะเขาจะใช้พลังงานที่มาจากระบบผลิตกรด  แลคติคนั้นน้อยกว่าผู้อื่น

ชีพจรและผลการว่ายน้ำ

        
การศึกษาชีพจรและการรับออกซิเจนในการว่ายน้ำความเร็วเต็มที่   และต่ำกว่าความเร็ว
สูงสุด มีความสำคัญต่อการวิเคราะห์ประเมินผล   ความสามารถของนักว่ายน้ำ   เพราะจะชี้ให้เห็นว่า 
ผู้ว่ายสามารถควบคุมความเร็ว   โดยไม่เกิดอาการเหนื่อยล้าได้ดีเพียงใด
           ประสิทธิภาพในการใช้พลังงานของการว่าย 4 สโตร์คนั้นต่างกัน   ฟรีสไตล์ใช้ออกซิเจนปริมาณ
ต่ำเมื่อเทียบกับท่าอื่นๆ   ซึ่งต้องการใช้   ออกซิเจนมากขึ้นตามลำดับ   คือ  กรรเชียง  กบและผีเสื้อ                  
           นอก
จากนั้นความสามารถของนักว่ายน้ำแต่ละระดับย่อมก่อให้เกิดประสิทธิภาพในการใช้
   ออกซิเจนที่แตกต่างกัน   เมื่อเปรียบเทียบกีฬาทางน้ำ   3 ประเภท  พบว่า   ในความเร็วที่เท่ากัน 
ว่ายน้ำใช้ออกซิเจนและผลิตชีพจรน้อยที่สุด   รองลงมา   คือ  รายการ   Pentathalon
(ว่ายน้ำ,วิ่ง,ขี่ม้า,ยิงปืน,ฟันดาบ)   และสุดท้าย  คือ  โปโลน้ำ   ดังนั้นจะเห็ฯได้ว่า ว่ายน้ำเป็นกีฬาที่
ผลิตนักกีฬา ที่มีประสิทธิภาพในการใช้พลังงานมากที่สุด
          DR.TREFFENE   ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องการฝึกว่ายน้ำระบบชีพจร ( HEART RATE TRAINING )
วิจารณ์เกี่ยวกับการประเมินผล   การว่ายน้ำด้วยกรดแลคติค   ว่า   นอกจากจะยุ่งยากเรื่องอุปกรณ์และเครื่องมือแล้ว  
การตรวจแลคตอคยังให้ผลที่มีการผิดพลาดพอๆกับการตรวจชีพจร    หรือบางทีจะมากกว่าด้วยซ้ำ   นอกจากนี้
ค่าของปริมาณกรดแลคติคศุงสุดมักจะผันแปรมากกว่าค่าของชีพจรเต็มที่อีกด้วย
จุดสำคัญอยู่ที่ CRITICAL VELOCTY หรือที่นิยมเขียนย่อว่า VCR ซึ่งหมายถึง 
ความเร็วที่ผลิตชีพจรเต็มที่   ก่อนที่ร่างกายจะเข้าสู่ระบบ   ANAEROBIC วิธีหา VCR ง่ายๆคือ 
ก็คือการว่าย 5*200 ด้วยความเร็วที่สูงขึ้นเรื่อยๆ จาก 200 ม. เที่ยวแรก  จนถึง 200 ม.   เที่ยวสุดท้าย 
เมื่อเขียนกราฟ   จะได้เส้นตรงและสามารถหา  VCR   จากจุดที่ชีพจรเต็มที่ได้

  

pic1.jpg (29507 bytes)

 
          จากการศึกษาพบว่า   เมื่อเปรียบเทียบความสำเร็จและปริมาณของแลคเตทในโลหิตกับ
CRITICAL VELOCTY ของนักว่ายน้ำกลุ่มต่างๆ   ANAEROBIC THRESHOLD (หรือ AT) 
ของนักสปรินท์จะเกิดขึ้นในปริมาณ 75%  ของ VCR ส่วนของนักว่ายน้ำระยะยาวจะอยู่ที่ประมาณ 95%
ของ VCR    
          ANAEROBIC THRESHOLD หรืออาจเรียกว่า ONSET OF BLOOD LACTATE
ACCUMULATION (OBLA) ก็คือจัดที่ร่างกาย เริ่มสะสมแลตเตด   เพราะเกิดการผลิตแลคเตด
มากกว่าการจำกัด
          ความเข้าใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของการวัดชีพจรจะช่วยให้ผู้ฝึกสอนวางแผนการฝึกเพื่อ
ให้เกิดการ OVERLOAD ที่เหมาะสม   และสามารถ กำหนด PACE การว่ายน้ำระยะกลางขึ้นไป
ด้วยการใช้ VCR ของนักว่ายน้ำผู้นั้น   กรดแลคติคจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในความเร็วที่สูงกว่า VCR
         แต่กรดแลคติคในกล้ามเนื้อนั้นไม่สามารถบ่งบอกค่าของแลคเตดในโลหิตได้อย่างถูกต้องเสมอไป  
เนื่องจากปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นภายในกล้ามเนื้อ   ซึ่งแปลงกรดแลคติคไปเป็นไกลโคเจน
         เมื่อเปรียบเทียบนักว่ายน้ำสปรินท์   กับ   นักว่ายน้ำระยะยาวในเซ็ท 200 ม. ด้วยความเร็ว VCR
คงที่แล้ว  ปรากฎว่า   นักว่ายน้ำสปรินท์จะผลิต   กรดแลคติคในระดับที่สูงกว่านักว่ายน้ำระยะยาว  
ดังนั้น  เราสามารถสรุปได้ว่า   ANAEROBIC THRESHOLD ของนักว่ายน้ำสปรินท์   จะเกิดขึ้นใน
ความเร็วที่เป็นสัดส่วนเปอร์เซ็นต์ของ VCR ที่ต่ำกว่า   นักว่ายน้ำระยะยาว
        เนื่องจากค่าของ VCR จะแตกต่างกันในช่วงฝึกหนัก กับช่วง TAPER นอกจากนี้เป็นที่น่าสนใจว่า 
นักว่ายน้ำ 800 ม. และ 1500 ม. ส่วนใหญ่จะว่ายด้วยความเร็ว VCR ในขณะแข่งขัน
        ในการพัฒนา VCR ผู้ฝึกสอนควร  OVERLOAD ปัจจัยที่สำคัญต่อ VCR นั่นคือ 
ระบบพลังงานจากคาร์โบไฮเดรต   และระดับความจุออกซิเจน   โดยทั่วไป   กรดแลคติคที่เกิดขึ้น
ในความเร็ว VCR จะสูงกว่า 4 มิลลิโมล   สำหรับนักว่ายน้ำส่วนใหญ่   ซึ่งจะอยู่ในระดับเหนือ 
ANAEROBIC THRESHOLD ฉะนั้น   ในการวางแผนการฝึกซ้อม   ท่านควรคำนึงถึง
การพัฒนาระบบการรับออกซิเจน   ไม่ใช่ OVERLOAD ระบบพลังงานที่เกิดจากไขมัน
        ในการพัฒนา VO2 max   นั้นสามารถกระทำได้ด้วย VCR เช่นกัน  ด้วยการฝึกที่อยู่
ในความเร็วใกล้ VCR ที่สุด วิธีที่ดีที่สุดก็คือ   การฝึกให้ว่ายด้วยการพักสั้นๆ(อัตรา 1:4) 
โดยควบคุมให้ชีพจรอยู่ต่ำกว่าชีพจรเต็มที่ 10 ครั้ง/นาที  ฝึกให้นานกว่า 10 นาทีและ
สัปดาห์ละ 3 ครั้ง
        นักว่ายน้ำหลายคน   โดยเฉพาะนักสปรินท์   ก็จะไม่สามารถฝึกดังนี้   หากไม่มีการ
วางแผนล่วงหน้า  ดังนั้น   ควรเริ่มจากการพักที่นาน หรือ ระยะทางที่สั้นเสียก่อน 
หากนักว่ายน้ำไม่สามารถผลักชีพจรให้สูงถึงอัตราที่กำหนด   ก็ควรจะเปลี่ยนระยะทาง
และช่วงของการพัก   ให้เขาสามารถว่ายได้ชีพจรตามที่ระบุ
  

 

เทคนิคการว่ายน้ำ