Learn to Swim 6

โดย โค้ชมือใหม่ 143

novicecoach@siamswim.com

 

 

                                ความจริงของการว่ายน้ำ ในการแข่งขันโดยเฉพาะการว่ายระยะสั้น  ไม่มีอะไรจะ สำคัญไปกว่าทักษะการออกตัว  การว่ายด้วยความเร็ว การกลับตัว  และการเข้าเส้นชัย  ฟังดูแล้วก็ เป็นเรื่องธรรมดาๆ  แต่ความจริงก็คือ  เยาวชนส่วนใหญ่ยังขาดทักษะพื้นฐานสำคัญอย่างหนึ่ง

                                Streamline  หรือ  Torpido  หรือ การทำตัวให้เพรียวเรียวแหลมที่สุดในการออกตัว จากขอบสระ  แท้จริงก็คือการใช้ประโยชน์จากแรงเฉื่อยที่ถีบจากของสระให้ได้ประโยชน์สูงสุด

                                โดยปกติแล้ว  เราจะตั้งระยะทางของการ Streamline ไว้  3  เท่าของความสูง เช่น นักกีฬาสูง 1.50 เมตร  แล้ว 3 เท่าของนักกีฬาคือ 4.5 เมตร  นั่นเป็นอย่างน้อยที่นักกีฬาจะทำได้ โค้ชอาจจะใช้สีทำเครื่องหมาย  หรือวางสิ่งของไว้ที่ขอบสระในระยะต่างๆ ที่ไกลจากธงกรรเชียง 5 เมตร เป็น 6-7-8-9-10 เมตร  เพื่อทราบพัฒนาการของการทำ  Streamline โดยที่นักกีฬาเองจะต้อง ทราบเรื่องนี้ด้วย  เพราะถ้าหากพิจารณาถึงการว่ายน้ำระยะสั้น 50 เมตร ก็คือ  การ Sprint เพียง 36 เมตร และ Streamline 14 เมตรโดยประมาณ (สระ 25 เมตร)  และ Sprint 43  และ Streamline 7 เมตร โดยประมาณ (สระ 50 เมตร)

                                ทำไมจึงต้อง Streamline  เราจะพบนักกีฬา 7-11 ปี ของเราไม่ได้ทำ Streamline (พุ่งใต้น้ำแล้วดึงแขนแรกทันที)  ด้วยเหตุผลสำคัญที่ต้องทำ Streamline ก็คือ

1.            Streamline เป็นแรงเฉื่อยที่มีแรงส่งให้ลำตัวพุ่งไปได้ไกลกว่า  ก่อนที่จะดึง แขนแรก (จะเห็นได้จากกติกาใหม่  ห้ามไกลกว่า 15 เมตร)

2.            Streamline  เป็นทักษะแรกที่จะต้องทำหลังจากการถีบออกจากขอบสระ  ใน ช่วงนี้จะเป็นโอกาสที่ได้พักได้มากกว่า

3.            Streamline  เป็นทักษะที่ประสานรอยต่อ   ระหว่างการถีบออกจากขอบสระ กับการใช้สโตร์คแรกอย่างนุ่มนวล  และไม่สูญเสียความเร็วจากการเคลื่อน ที่ในสโตร์คแรก

Streamline   ที่ถูกต้องเป็นอย่างไร?     Streamline่ถูกต้องจะมีประสิทธิภาพมาก 

เราจึงควรฝึกฝนนักกีฬา  และให้ความรู้การ Streamline อย่างถูกต้องและให้ความสำคัญในการฝึก

1.       ลำตัว  แขน  ขา  ต้องเพรียว  เรียว  แหลม เป็นเส้นตรงเดียวกัน  ต้องแขม่วพุง     ไว้ตลอดเส้นทาง

2.       ถีบออกจากขอบสระด้วยมุมที่เข่า  เท่ากับ 90 องศา

3.       ถีบออกในความลึกเล็กน้อย  และขนานกับผิวน้ำ

4.       ปล่อยให้ลำตัว  เพรียว  ไหลไปตามแนวถีบอยู่สักพัก  ถ้าเป็นฝรั่งจะสอนเด็กๆ นับ 1-2-3 แล้วจึงเตะขา  แต่ความจริงแล้ว การเตะขาเร็วเกินไป  เป็นการเบรค หรือสร้างแรงต้าน  ก่อนที่แรงเฉื่อยที่ส่งตัวเองไปข้างหน้าจะเริ่มช้าลง  เราจะ เริ่มเตะขาแรกก็ต่อเมื่อแรงเฉื่อยที่ส่งตัวเริ่มช้าลง (ตอนไหนล่ะ?)  ทักษะตรงนี้ ต้องฝึกฝนโดยอาศัยความตั้งใจ  จึงจะพบจังหวะการเริ่มเตะขาแรกที่มี ประโยชน์มากกว่าโทษ  จำไว้ว่าอย่าเตะขาแรกเร็วเกินไป  เราก็จะพบจังหวะที่ ดีในการฝึกครั้งต่อๆ ไปเอง  และถ้าไม่พบนั่นก็แสดงว่า  เราเตะขาช้าเกินความ เป็นจริงของสโตร์คที่จะต่อเนื่องได้  ลองทำดูซิ

5.       การเตะขาอาจใช้ขาฟรีสไตล์  หรือขาผีเสื้อก็ได้ตามความถนัด  ถ้าเป็นเด็กๆ 9-11 ปี  อาจให้เขาเลือกก็ได้  แต่ถ้าเป็นผู้ที่เตะเท้าผีเสื้อได้ดีแล้วละก้อ  ก็ต้อง ลองค้นหาความสามารถของตัวเองดู  จึงจะดี

6.       ขณะเตะขา  ฝ่ามือศีรษะต้องเป็นตัวปรับระดับความลึก  ให้มีมุมที่ลอยขึ้นสู่ผิว น้ำ  ถ้าเราค่อยๆ ลอยพุ่งขึ้นสู่ผิวน้ำที่มีมุมแหลมมากที่สุด  เราก็จะไม่สูญเสีย ความเร็วเลย หรือน้อยที่สุดนั่นเอง

7.       ขณะความลึกของศีรษะอยู่ที่เกือบจะโผล่ขึ้นสู่ผิวน้ำ ณ ความลึกหนึ่ง  จะมีแรง ส่งถ้าเราใช้สโตร์คแรก ณ ความลึกที่ถูกต้องนั้น   หากศีรษะโผล่พ้นน้ำแล้ว  ใช้แขนแรกก็จะไม่ได้แรงส่งนั้น  และถ้าศีรษะ-ลำตัว อยู่ลึกเกินไป  สโตร์ค แรกจะยากลำบากมาก  โดยเฉพาะท่าผีเสื้อ  ลองค้นหาระดับความลึกนั้นดูนะ ครับ มันมีจริง!

8.       ความเร็วและความต่อเนื่องของสโตร์คที่ 1-4  เป็นสิ่งสำคัญของการรักษา ความเร็วต้น  และมีผลถึงสโตร์คต่อๆ ไป

9.       การหายใจ  ไม่ควรทำในสโตร์คแรก  ด้วยเหตุผลที่ว่า เราจะแสดงทักษะที่มี ผลต่อความเร็วต้นเท่านั้น  การหายใจอาจทำให้ความเร็วต้นลดลง

 

ผมอยากเห็นเด็กไทยมีทักษะพื้นฐานที่ดีตามการแข่งขันระยะสั้นๆ ต่างๆ  จริงแล้ว

เรา sprint รายการ 50 เมตร ด้วยระยะทางเท่าใด  ผู้ที่มี Streamline ดีกว่าจะได้ ประโยชน์ทั้ง การออกตัวและกลับตัว   นั้นก็แปลว่า เราชนะ 2 ใน 3 ทักษะ แล้ว

 

good basic can built technique

โค้ชมือใหม่ 143

September 1, 2002