
จึงจะทำให้วัยรุ่นตัวสูงได้มากที่สุด
คัดลอกจาก...วารสารงานกาชาด
2545 โดย ศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์เสก อักษรานุเคราะห์
และศาสตราจารย์ นายแพทย์วีระพงษ์ ฉัตรานนท์
การเล่นเป็นการออกกำลังกายสำหรับเด็กเป็นอย่างดี
อัตราการเจริญเติบโตของร่างกาย
ตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา
จนอายุถึงวัยรุ่น อัตราการเจริญเติบโตของร่างกายแต่ละช่วงไม่เท่ากัน
► ระยะก่อนคลอดเล็กน้อย
อัตราการเติบโตของร่างกายจะมากที่สุดเร็วที่สุด
► ระยะหลังคลอด
อัตราการเติบโตของร่างกายยังคงเร็วที่สุด พอ ๆ กับก่อนคลอดแต่จะค่อย ๆ ลดลงเรื่อย
ๆ
► ระยะวัยเด็ก
อัตราการเจริญเติบโตจะคงที่
แต่ในเด็กหญิงจะมีความสูงและน้ำหนักตัวมากกว่าเด็กชายเล็กน้อย
ส่วนความแข็งแรงของร่างกายจะพอ ๆ กัน
► ระยะวัยเจริญพันธุ์ เป็นระยะที่มีการเจริญเติบโตเร็วมาก
เด็กหญิงมักจะเริ่มระยะนี้ เมื่ออายุ 12 13 ปี และเด็ก
ชายเริ่มเมื่ออายุ 14 15
ปี ซึงระยะนี้เด็ดชายจะมีอัตราสูงเร็วกว่าอัตราของเด็กหญิง (12-13) มาก
อัตราการเจริญ
เติบโตจะเร็วเกือบเท่าระยะก่อนคลอด
► ระยะวัยรุ่น
เด็กหญิงแขนขาจะหยุดเจริญเติบโต ประมาณอายุ 15 16 ปี แต่เด็กชายจะหยุดที่ 17 18 ปี หลังจาก
นั้นกระดูกสันหลังยังเจริญเติบโตต่อไปได้อีก โดยเด็กหญิงถึงอายุ 19 20 ปี เด็กชาย 21 22 ปี
จะเห็นว่า
ช่วงอายุวัยเจริญพันธ์นั้นเด็กจะโตเร็วที่สุด แต่ช่วงนี้ยังมีระยะเวลาค้อนข้างยาวประมาณ
3 ปี ซึ่งยังต้องแบ่งเวลาย่อย ๆ ลงไปอีก
เพราะการเจริญเติบโตเร็วไม่เท่ากัน หมอเทนเนอร์ แบ่งได้
5 ระยะ
โดยดูจากการเปลี่ยนแปลงของการขึ้นของขนหัวเหน่า ดังตารางดังต่อไปนี้
ชาย |
หญิง
|
||||
|
ระยะที่ |
ขนหัวเน่า |
อัตราความสูง |
ระยะที่ |
ขนหัวเน่า |
อัตราความสูง |
|
1 |
ยังไม่ขึ้น |
ประมาณ
5 6 ซ.ม./ปี |
1 |
ยังไม่ขึ้น |
ประมาณ
5 6 ซ.ม./ปี |
|
2 |
ขนขึ้นหรอมแหรมเป็นเส้นตรงปริมาณเล็กน้อย สียังไม่เข้ม ที่บริเวณของอวัยวะเพศ (
เฉลี่ยอายุ 12.3ปี ) |
ประมาณ
5 6 ซ.ม./ปี |
2 |
ขนขึ้นหรอมแหรมเป็นเส้นตรงสีจาง
ที่บริเวณแคมทั้งสองข้าง ( เฉลี่ยอายุ 12.7 ปี ) |
ประมาณ
7 8 ซ.ม./ปี |
|
3 |
ขนขึ้นกระจายคลุมหัวเหน่าเชื่อมแนวขนเดิม
ขนทั้งสองข้างเข้าหากัน ขนเริ่มหงิกงอ ( เฉลี่ยอายุ 13.9 ปี ) |
เพิ่มขึ้นเป็น
7 8 ซ.ม./ปี
(เสียงเริ่มแตก) |
3 |
ขนหยาบขึ้นเริ่มหงิกงอสีเข้มมากขึ้น
กระจายทั่วบริเวณสามเหลี่ยมเหนือกระดูกหัวเน่า ( เฉลี่ยอายุ 13.4 ปี ) |
อัตราสูงสุดประมาณ
8 ซ.ม./ปี |
|
4 |
ขนขยายขึ้นบนหน้าท้องส่วนล่างหนาขึ้น
หงิกงอมากขึ้น ( เฉลี่ยอายุ 14.7 ปี ) |
เพิ่มขึ้นเป็น
10 ซ.ม./ปี |
4 |
ขนขึ้นหนาหงิกงอมากขึ้นและขยายกว้างขึ้นบริเวณหัวเน่า
( เฉลี่ยอายุ 13.4 ปี ) |
อัตราเริ่มลดลงเหลือ
7 ซ.ม./ปี |
|
5 |
ขนขึ้นเต็มด้สนบนและขยสยลงมาที่บริเวณด้านในของโคนขาทั้ง
2 ข้าง ซึ่งเป็นลักษณะผู้ใหญ่ ( เฉลี่ยอายุ 15.3 ปี ) |
อัตราความสูงเริ่มลดลงไปเรื่อย จนหยุดสูงเมื่ออายุ 17 18 ปี |
5 |
ขนขยายลงมาที่บริเวณโคนขาด้านในทั้งสองข้าง
( เฉลี่ย 14.6 ปี ) |
อัตราลดลงเรื่องจนหยุดสูง
เมื่ออายุ 16 ปี |
**ฉะนั้นการกระตุ้นให้ตัวสูงเร็วที่สุด โดยการกินอาหารที่ถูกต้อง และออกกำลังกายที่ถูกต้อง
ในวัยรุ่นชายอยู่ที่ระยะที่ 4 และในหญิงอยู่ที่ระยะที่ 3**
การออกกำลังกายที่จะเร่งการเจริญเติบโตของร่างกาย
การออกกำลังกายในระยะเจริญพันธ์
จะมีผลต่ออัตราการเจริญเติบโตของร่างกายเป็นอย่างมาก เพราะการออกกำลังกายจะมีผลให้ฮอร์โมนที่กระตุ้นการเจริญเติบโตของร่างกาย
( growth homone) หลั่งมากขึ้นหรือลดลงได้จากการวิจัยหลาย
ๆ วิจัย สรุปได้ว่า
1.
การออกกำลังแบบเกร็งอยู่กับที่
จะไม่ทำให้ระดับฮอร์โมนนี้เปลี่ยนแปลง
2.
การออกกำลังกายแบบที่มีการเคลื่อนที่ จะเพิ่มการหลั่งฮอร์โมนได้
3.
การทำงานที่ต้องออกแรง จะเพิ่มฮอร์โมนได้
-
ถ้าออกแรงหนัก ระยะเวลาที่ออกแรงสั้น ๆ
จะเพิ่มการหลั่งฮอร์โมนได้
-
ถ้าออกแรงหนัก และระยะเวลานาน
จะทำให้การหลั่งฮอร์โมนลดลง
-
ถ้าออกแรงเต็มที่ ไม่ว่านานเท่าใด
จะทำให้การหลั่งฮอร์โมนลดลง
-
ถ้าออกแรงประมาณ 10-15 % ระยะเวลา
30-60 นาที จะเพิ่มการหลั่งฮอร์โมนได้ดีมาก
-
การออกกำลังกายหนักมาก ๆ เช่น วิ่งมาราธอน
การหลั่งฮอร์โมนจะลดลง
-
การออกกำลังกายหนักสั้น ๆ พัก 30 นาที
แล้วออกซ้ำสลับกันไป 3 ครั้ง กลับจะทำให้ฮอร์โมนลดลง
นอกจากนี้ ยังมีการวิจัยพบว่า
การออกกำลังกายแบบแอโรบิคเป็นประจำนอกจากจะทำให้ร่างกายด้วยกล่าวคือ
ในกลุ่มที่ออกกำลังแบบแอโรบิค จนสามารถเพิ่ม ความสามารถสูงสุดในการใช้ออกซิเจน (
หรือความฟิตของร่างกาย ) แล้ว 1 ปี
ถัดไปจะมีผลให้อัตราการเจริญเติบโตเพิ่มขึ้นสูงสุดได้ด้วย
และที่สำคัญถึงแม้เด็กคนนั้นจะพ้นระยะโตเร็วที่สุดตามธรรมชาติแล้วก็ตาม
ยังเร่งอัตราการเจริญเติบโตให้เพิ่มขึ้นได้อีก
สรุป
การออกกำลังกายเพื่อเร่งให้อัตราการเจริญเติบโตของร่างกายเพิ่มขึ้นในช่วงวัยเจริญพันธ์
( เด็กหญิง ระยะที่ 3 เด็กชาย ระยะที่ 4 )
ควรจะเป็นการออกกำลังกายที่มีการเคลื่อนไหวมาก ๆ หรือออกกำลังกายแบบแอโรบิค ซึ่งออกแรงมากพอที่จะออกกำลังกายได้ติดต่อกัน 30 60 นาที เช่น
ว่ายน้ำ วิ่งช้า ๆ ขี่จักรยาน เต้นรำ เดินเร็ว เป็นต้น
การออกำลังกายแบบนี้อาจจะเป็นที่เบื่อหน่ายของเด็ก
เด็กจึงไม่ค่อยตั้งใจปฏิบัติ เด็กอยากเล่นฟุตบอล บาสเกตบอล เทนนิส แบดมินตัน
มากกว่า
แต่อย่าลืมว่าการเล่นกีฬาเหล่านั้น
จะต้องสร้างสมรรถภาพของร่างกายให้ดีและเหมาะสมกับกีฬานั้น ๆ ก่อน จึงจะเล่นกีฬาโดยปลอดภัยไม่บาดเจ็บ และถ้าเด็กต้องการเล่นกีฬา
จะต้องคำนึงถึงช่วงอายุการเจริญเติบโตของร่างกายนี้ด้วย ดังนี้คือ
อายุ
7 9 ปี
► ให้เล่นกีฬาเพื่อความสนุกหลาย
ๆ อย่าง เด็กจะมีโอกาสเลือกว่าชอบชนิดไหน สอนเทคนิคการเล่นและกฎเกณฑ์เท่านั้น
อายุ 10 11 ปี
► ฝึกขั้นพื้นฐานทั่ว ๆ
ไป ฝึกเทคนิคของแต่ละกีฬา
ฝึกการเคลื่อนไหวให้มีความสัมพันธ์กันเพราะเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด เป็นการกระตุ้นความไวของปฎิกริยา
ความไวและเทคนิคการเคลื่อนไหว
เริ่มฝึกแอโรบิคเพื่อให้ร่างกายฟิตได้ในช่วงนี้
อายุ 12 14 ปี
► ฝึกให้ร่างกายฟิตทั่วๆ
ไป และเริ่มสอนเทคนิคพิเศษในกีฬาที่เด็กชอบรวมถึงสอนกลยุทธ์ด้วย
เนื่องจากช่วงนี้ร่างกายโตเร็วอยู่แล้ว การฝึกต้องปรับเปลี่ยนไปตามความเปลี่ยนแปลงของร่างกายและจิตใจ เริ่มเรียนเทคนิคที่สูงได้ กลยุทธ์ที่ยุ่งยากขึ้นรวมถึงฝึกทักษะ
ระยะนี้เด็กจะต้องเลือกว่าจะเล่นกีฬาชนิดใดแล้ว เพราะจะต้องฝึกเทคนิคกลยุทธและทักษะโดยเฉพาะ
อายุ 15 16 ปี
► เตรียมฝึกเฉพาะทาง สำหรับกีฬาที่เลือก
-
เพิ่มความฟิตของร่างกาย ทางด้านแอโรบิค
-
ฝึกให้เพิ่มความคล่องของร่างกาย
-
ฝึกเพิ่มพลังกล้ามเนื้อโดยยกน้ำหนักให้ถูกวิธีและเฉพาะสำหรับกีฬาแต่ละชนิด
ระยะนี้ อย่าให้ยกน้ำหนักมากเกินไปเพราะกระดูกยังเจริญเติบโตต่อไปได้อีก ถ้าหนักไปจะหยุดโต แต่ให้เพิ่มจำนวนครั้งที่ยกได้
► ฝึกตามโปรแกรมผู้ใหญ่ได้ทุกประการ
อาหารมีความสำคัญกับการออกกำลังกายอย่างไร
?
► ความมุ่งหมายของเราที่จะให้ร่างกายเจริญเติบโตพัฒนาได้ดีมีสุขภาพอนามัยที่สมบูรณ์ขึ้นอยู่กับการออกกำลังกายและการได้รับอาหารที่เพียงพอเหมาะสมตามวัยและสภาวะการณ์
► การเจริญเติบโตจะมีทั้งการเพิ่มน้ำหนักและส่วนสูง
► ในเพศชายระยะที่น้ำหนักตัวเพิ่มอย่างรวดเร็ว
จะเกิดพร้อมกับระยะความสูงที่เพิ่มอย่างรวดเร็ว แต่ในเพศ
หญิงมักจะเกิดช้ากว่าระยะที่ความสูงเพิ่มอย่างรวดเร็ว
ประมาณ 6 9 เดือน
► อาหารนอกจากจะเป็นรากฐานที่ให้ร่างกายใช้เพื่อการทำงานประจำวันและการทำงานของระบบต่าง
ๆ ของร่างกายแล้ว ยังจะใช้ในการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ ๆ
และซ่อมแซมส่วนที่มีอยู่แล้วด้วย
► อาหารจึงยิ่งมีความสำคัญมากในวัยเด็กและวัยเจริญพันธ์
ที่กำลังเจริญเติบโตและยิ่งมีการออกกำลังกายควบคู่ไป
อาหารก็ยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นด้วย
► อาหารที่ได้รับจะต้องมีความสมดุลย์กับการใช้อาหารของร่างกาย
หากได้รับอาหารน้อยหรือไม่เหมาะสมร่างกายจะเจริญเติบโตไม่ดี แต่ถ้าได้มากเกินกว่าจะใช้ได้ทันร่างกายจะเปลี่ยนแปลงส่วนนี้เป็นไขมัน
เก็บสะสมไว้ในร่างกาย
ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ต่อไปโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงก็จะเกิดโรคอ้วนที่เป็นอัตรายต่อสุขภาพ โดยสรุปร่างกายจำเป็นต้องได้รับอาหาร
-
สำหรับการทำงานของระบบต่าง ๆ ของร่างกายเพื่อการดำรงชีวิตอยู่
-
สำหรับการทำงานประจำวันของร่างกาย
-
สำหรับการเจริญเติบโตของร่างกายในวัยเด็ก
ซึ่งจะมีอัตราความเร็วของการเจริญเติบโตเปลี่ยนแปลงไปตามช่วงอายุ
-
สำหรับเป็นพลังงานในการออกำลังกาย
-
สำหรับการซ่อมแซมเนื้อเยื้อซึ่งเสื่อมสลายให้อยู่ในสภาพปกติ
► กินอาหารให้ครบ 5
หมู่ทุกวัน โดยกินจากอาหารหลากหลายชนิด
เพราะอาหารแต่ละอย่างจะให้ชนิดและปริมาณของสารอาหารที่แตกต่างกัน
หากกินอาหารหลายชนิดจะทำให้ได้รับสารอาหารต่าง ๆ ครบถ้วนและพอเพียง
► หากออกกำลังกายเพิ่มขึ้น
ควรกินอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรทเพิ่มขึ้น
ซึ่งควรกินอาหารจำพวกข้าวและ
แป้ง
ขนมปัง ก๊วยเตี๋ยว มากกว่าที่จะเป็นน้ำตาลหรือน้ำอัดลม
► หากไม่ได้ออกกำลังกายอย่างมาก
เพื่อจะเป็นนักกีฬาแล้ว การกินโปรตีนตามข้อกำหนด
สารอาหารที่ควรได้รับประจำวันก็เพียงพอแล้ว
-
เพศชายอายุ 10 12 ปี และ 13 15 ปี ควรได้รับโปรตีนวันละ 1.0
กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กก. ( 1.0 กรัม/กก./วัน ) อายุ 16 19 ปี 0.90 กรัม/กก./วัน
-
ไข่ไก่ทั้งฟองต้มสุก ขนาดใหญ่มีโปรตีนประมาณ 7.6
กรัม ขนาดกลาง 6.4 กรัม ขนาดเล็ก 5.2 กรัม เฉพาะไข่ขาวหนึ่งฟองมีโปรตีนประมาณ 6.4
กรัม ขนาดกลาง 5.3 กรัม ขนาดเล็ก 4.3 กรัม
-
นมวัวสด (นมจืด) ยูเอสที
1 กล่องขนาด 250 มล. มีโปรตีนประมาณ 10 กรัม
-
เนื้อสัตว์ปริมาณ 1 ช้อนกินข้าว
เนื้อไก่ไม่มีหนังมีโปรตีนประมาณ 2.7-3.0 กรัม เนื้อวัวไม่มีมัน 3.0 กรัม
เนื้อหมูไม่มีมัน 2.1 กรัม เนื้อปลา 2.7 กรัม หากเนื้อเหล่านี้ผ่านการย่าง ทอด
ปริมาณโปรตีนจะหนาแน่นขึ้นอีกครึ่งถึงหนึ่งส่วน การกินปลาทะเลสัปดาห์ละ 2 3
ครั้งจะช่วยการเจริญเติบโตของสมองที่กำลังพัฒนาด้วย เพราะมีกรดไขมัน DHA
-
ข้อควรระวังหากกินเนื้อสัตว์
หรืออาหารเค็ม (โซเดียม ) หรือ คาเฟอีน ( ชา กาแฟ ช็อกโกแล็ตและน้ำอัดลม
) มากเกินไป จะมีการสูญเสียแคลเซียมทางปัสสาวะเพิ่มมากขึ้น
-
หลีกเลี่ยงการกินอาหารที่มีไขมันมาก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรดไขมันอิ่มตัวแต่ไม่ใช้ไม่กินไขมันเลย เพราะไขมันยังให้พลังงาน
และช่วยให้วิตามิน เอ.ดี.อี และเค
ถูกร่างกายดูดซึมไปใช้ได้ ไขมันที่ได้จากปลาทะเลจะมีประโยชน์ต่อการพัฒนาการของสมอง
-
อย่ากินอาหารเค็มและใช้เกลือแต่เพียงเล็กน้อย
จากการศึกษาพบว่าแม้กระทั่งนักกีฬาที่เสียเหงื่อมาก ๆ
ส่วนใหญ่ก็ไม่ต้องการเกลือเพิ่มจากที่ได้รับจากอาหารประจำวันอยู่แล้ว
-
แคลเซียมเป็นเกลือแร่ที่มีความสำคัญในการเสริมสร้างกระดูก
เด็กตั้งแต่อายุ 10
19 ปี ควรได้รับแคลเซียมประมาณวันละ 1200 มิลลิกรัม วิตามินดี
ซึ่งละลายในไขมันเป็นตัวช่วยการดูดซึมแคลเซียมของร่างกาย แคลเซียมมีมากในนม
เนยแข็ง ปลาแห้ง โดยเฉพาะปลาตัวเล็ก ปลากระตัก กุ้งฝอย เต้าหู รวมทั้งผักใบเขียว
แต่ร่างกายจะดูดซึมแคลเซียมจากพืชไปใช้ได้น้อยกว่าอาหารที่มาจากสัตว์เนื่องจากบ้านเราไม่นิยมกินเนยแข็ง
ดังนั้นการดื่มนมทุกวันจะเป็นแหล่งที่ดีของแคลเซียม นมจืดขนาด 250 มิลลิกรัม 3
กล่อง จะให้แคลเซียมประมาณ 600
700 มิลลิกรัม นอกเหนือไปจากนั้นก็อาจได้จากอาหารอื่นดังที่เอยมาแล้ว ในกรณ๊ที่เด็กไม่ชอบดื่มนมหรือดื่มแล้วมีปัญหาจะต้องให้แคลเซียมเสริมด้วย
เพื่อให้ได้ปริมาณแคลเซียมวันละ 1200 มิลลิกรัม สำหรับวิตามินดี
เด็กอาจจะได้รับจากอาหารและได้รับจากการสังเคราะห์ของผิวหนังเมื่อถูกแสงแดด
ถ้าเด็กไม่สามารถรับประทานอาหารได้ตามที่ร่างกายต้องการ
และไม่ได้ตากแดดเลยอาจจะต้องให้วิตามินดีเสริมด้วย...
******************************************************