ชีพจรกับนักกีฬา
Y
คัดลอกจาก..ศูนย์วิทยาศาสตร์การกีฬา การกีฬาแห่งประเทศไทย
Yชีพจร คือ อะไร
ชีพจร คือ คลื่นที่เกิดจากการหดหรือขยายตัวของหลอดเลือดแดงเนื่องการไหลผ่านของเลือด
ธรรมชาติของหลอดเลือดแดงมีความยืดหยุ่นได้ และมีกล้ามเนื้อวงรอบหลอดเลือด
เมื่อหัวใจบีบ 1 ครั้ง เลือดจำนวนหนึ่งจะถูกสูบฉีดเข้าไปในหลอดเลือด
ดันให้หลอดเลือดแดงขยายออก เมื่อแรงดันในหลอดเลือดลดลง
หลอดเลือดจะหยุ่นตัวกลับ ประกอบกับการหดตัวของกล้ามเนื้อวงรอบหลอดเลือด
ทำให้หลอดเลือดตีบแคบลง
เป็นการช่วยดันเลือดให้เคลื่อนไปสู่อวัยวะส่วนปลายต่อไป
ในการทำงานของระบบการไหลเวียนเลือด หัวใจจะบีบและคลายตัวสลับกันเป็นจังหวะ
หลอดเลือดจึงยืดและหยุ่นตัวเป็นจังหวะตามไปด้วย
ทำให้เกิดคลื่นที่เห็นได้หรือสัมผัสได้
ตำแหน่งที่เราจะพบชีพจรมีอยู่หลายแห่งในร่ายกาย
ทุกแห่งเป็นส่วนของร่างกายที่เส้นเลือดแดงอยู่ตื้นหรือใกล้ผิวหนังได้แก่
ที่บริเวณขมับ ด้านข้างของคอ ใต้ข้อมือ ข้อพับของข้อศอก
ขาหนีบ ข้อพับของเข่า ข้อเท้า และหลังเท้า เป็นต้น
Yชีพจรบอกอะไรเราบ้าง
การรู้จักชีพจรของตนเอง จะให้ความรู้เกี่ยวกับสภาพร่างกายของตนเองได้หลายอย่าง เช่น อัตราชีพจรเร็วหรือช้าเกินกว่าที่ควรจะเป็น หรือมีการเต้น ๆ หยุด ๆ ไม่สม่ำเสมอ อาจเป็นเพราะมีความผิดปกติของระบบการไหลเวียนของเลือดอยู่แล้วโดยไม่รู้ตัว เมื่อทราบแล้วจะได้รีบไปรับการตรวจจากแพทย์แต่เนิ่น ๆ เป็นต้น สำหรับนักกีฬาและผู้ฝึกสอนกีฬาชีพจรยิ่งมีประโยชน์มากขึ้นไปอีก เพราะสามารถนำมาใช้ในการประเมินความสมบูรณ์ของร่างกายและจัดปริมาณการฝึกซ้อมได้ด้วย
Yอัตราชีพจรของคนปกติเป็นอย่างไร
ในคนปกติ อัตราชีพจรจะแตกต่างกันไปตามอายุ เพศเวลา กิจกรรมทางกาย
และสภาวะทางจิตใจ ในเด็ก อัตราชีพจรจะมากกว่าผู้ใหญ่
อัตราชีพจรหญิงจะมากกว่าชาย เวลาเช้าจะน้อยกว่าเวลาบ่าย
ขณะใช้กำลังกายจะมากกว่าพัก ขณะตื่นเต้นจะมากกว่าสงบ
ถ้าตัดเรื่องการใช้กำลังกายและสภาวะทางจิตใจออกไปแล้ว
ในผู้ใหญ่ชายจะอยู่ระหว่าง 60 - 80 ครั้งต่อนาที และหญิงอยู่ระหว่าง 70 ถึง
90 ครั้งต่อนาที
สำหรับนักกีฬา
ผลจากการฝึกซ้อมจะทำให้ระบบการไหลเวียนเลือดทำงานอย่างประหยัด
ในขณะพักหัวใจจะเต้นช้ากว่าคนปกติได้มาก ยิ่งเป็นนักกีฬาที่ใช้ความอดทนสูง
เช่น วิ่งมาราธอน จักรยานระยะไกล อัตราชีพจรขณะพักอาจลดลงต่ำเหลือเพียง
40 ครั้งต่อนาที ( เคยตรวจพบในนักจักรยานของไทย ) หรือต่ำกว่า 33 ครั้งต่อนาที
เท่าที่พบในรายงานของนักกีฬาต่างประเทศ
Yเมื่อมีการออกกำลังอัตราชีพจรเปลี่ยนแปลงอย่างไร
เมื่อเริ่มออกกำลัง ความต้องการเลือดของกล้ามเนื้อส่วนที่ออกกำลังจะเพิ่มขึ้น
หัวใจจะต้องสูบฉีดเลือดมากขึ้น ชีพจรจึงเร็วขึ้น
แต่การปรับตัวจะต้องค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเป็นลำดับ ไม่ใช่เปลี่ยนจาก 70
ครั้งต่อนาทีเป็น 150 ครั้งต่อนาทีได้ทันที
ถ้าเป็นการออกกำลังกายแบบความหนักไม่มากนักและคงที่สม่ำเสมอ ในระยะ 1-3
นาทีแรก อัตราชีพจรจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้น เรียกว่าเป็นระยะปรับตัว
และจะคงที่อยู่ถ้าความหนักนั้นไม่เปลี่ยนแปลง เรียกว่า ระยะคงที่
เมื่อหยุดออกกำลังชีพจรจะค่อย ๆ ลดลงจนสู่ระยะเดิมเรียกว่า ระยะฟื้นตัว
แต่ถ้าเป็นการออกกำลังแบบเพิ่มความหนักขึ้นเรื่อย ๆ
จะไม่มีระยะคงทีเพราะชีพจรจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
ตามความหนักไปจนถึงระดับที่ชีพจรไม่สามารถเพิ่มขึ้นได้อีกแม้จะเพิ่มความหนักต่อไป
อัตราชีพจรในตอนนี้เรียกว่า เป็นอัตราชีพจรสูงสุดของคนผู้นั้น
ซึ่งเมื่อถึงขั้นนี้แล้ว การออกำลังในระดับนั้นจะทำไม่ได้ต่อไป
อัตราชีพจรสูงสุดขึ้นอยู่กับอายุ
โดยเฉลี่ยแล้วอัตราชีพจรสูงสุดในคนอายุต่ำกว่า 20 ปี จะถึง 200 ครั้งต่อนาที
หรือกว่านั้นแล้วค่อย ๆ ลดลงตามลำดับตาราง
|
อายุ |
อัตราชีพจรสูงสุด |
| 15 | 210 |
| 25 | 200 |
| 35 | 190 |
| 40 | 180 |
| 45 | 170 |
| 50 | 160 |
| 55 | 150 |
| 60 | 140 |
ในการแข่งขันกีฬา อัตราชีพจรของนักกีฬาระหว่างการแข่งขันจะแตกต่างกันไปตามประเภทกีฬา เกมการเล่นเทคนิค และแทคติกที่ใช้ กีฬาบางประเภท การเปลี่ยนแปลงของชีพจรตลอดระยะเวลาการแข่งขันไม่มาก เช่น นักวิ่งระยะไกล หรือจักรยานระยะไกล เมื่อพ้นระยะปรับตัวแล้วชีพจรจะค่อนข้างคงทีอยู่ในระดับต่ำกว่าชีพจรสูงสุด เช่น อยู่ระหว่าง 140 - 150 ครั้งต่อนาที เกือบตลอดระยะทาง จะมีการเปลี่ยนแปลงบ้างก็ตอนผ่อนความเร็วหรือเร่งความเร็ว ซึ่งอัตราชีพจรจะลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามไป บางครั้งตลอดเวลาการแข่งขันชีพจรอาจไม่เกิน 160 ครั้งต่อนาทีเลยก็มี ถ้าไม่ต้องมีการเร่งเพื่อแซงหรือสปริ้นเข้าเส้นชัย สำหรับกีฬาบางประเภทที่มีลักษณะไม่สม่ำเสมอ เข่น ฟุตบอล บาสเกตบอล วอลเลย์บอล แบคมินตัน ฯลฯ ในระหว่างการแข่งขันอัตราชีพจรอาจลดลงถึง 120 ครั้งต่อนาทีหรือเพิ่มขึ้นถึงกว่า 180 ครั้งต่อนาที ขึ้นอยู่กับความหนักกับเบาของเกม
Yอัตราชีพจรของนักกีฬากับผู้ไม่ใช่นักกีฬาแตกต่างกันอย่างไร
ชีพจรของนักกีฬาขณะพักจะต่ำกว่าผู้ที่ไม่ใช่นักกีฬาและในขณะออกกำลังกายและในการพักหลังการออกกำลังกายก็จะต่ำกว่าด้วย
กราฟที่ 1 แสดงการเปรียบเทียบอัตราชีพจรของนักกีฬาและผู้ไม่ใช่นักกีฬา
เมื่อออกกำลังด้วยความหนักที่คงที่สม่ำเสมอเป็นเวลานาน 7 นาทีเท่ากัน
จะสังเกตความแตกต่าง 4 ประการคือ
1. อัตราชีพจรของนักกีฬาต่ำกว่า
2. ระยะปรับตัวเข้าสู่ระยะคงที่ของนักกีฬาเร็วกว่า (
ตามกราฟ 4 นาที เทียบกับ 5 นาที )
3. อัตราชีพจรในระยะคงที่ของนักกีฬาต่ำกว่า
4. ระยะฟื้นตัวเร็วกว่า


กราฟที่ 2 แสดงการเปรียบเทียบนักกีฬากับผู้ที่ไม่ใช่นักกีฬาในการออกกำลังกายแบบเพิ่มความหนักขึ้นเป็นขั้น ๆ จะสังเกตเห็นความแตกต่าง 3 ประการคือ
1.
อัตราชีพจรของนักกีฬาต่ำกว่าผู้ที่ไม่ใช่นักกีฬาทุกระดับของการออกกำลังกาย
2. อัตราการเพิ่มของชีพจรของผู้ไม่ใช่นักกีฬาสูงกว่านักกีฬา ( เส้นกราฟชันกว่า )
3. เปรียบเทียบเมื่ออัตราชีพจรถึง 170 ครั้งต่อนาที ผู้ไม่ใช่นักกีฬา
จะออกกำลังได้ความหนักของงาน 130 วัตต์ ส่วนนักกีฬาจะได้ความหนักของงานถึง 205
วัตต์
Yนักกีฬาจะได้ประโยชน์อะไรจากความรู้ชีพจร
แพทย์การกีฬาและนักวิทยาศาสตร์การกีฬาจะนำความรู้นี้มาใช้ในการทดสอบความสมบูรณ์ของนักกีฬาได้อย่างแม่นยำในหลักการทดสอบที่ใช้ในทางปฏิบัติทั่วไป
มีที่นิยมใช้อยู่ 3 แบบ คือ
1. ให้นักกีฬาออกกำลังกายแบบคงที่ เช่น ถีบจักรยานอยู่กับที่
วิ่งบนสะพานเลื่อนแล้วศึกษาจากอัตราชีพจรในระยะคงที่
ผู้ที่อัตราชีพจรต่ำกว่าจะสมบูรณ์กว่า
2.
ให้นักกีฬาออกกำลังกายแบบเพิ่มน้ำหนักขึ้นเป็นๆแล้วศึกษาเปรียบเทียบปริมาณความหนักของงาน
โดยกำหนดอัตราชีพจรไว้ในระดับใดระดับหนึ่ง เช่น 170 ครั้ง/นาที
ผู้ที่อัตราชีพจรถึง 170 ครั้ง/นาที เมื่อปริมาณของงานน้ำหนักมากกว่า
เป็นผู้ที่สมบูรณ์กว่า
3. ให้นักกีฬาออกกำลังแบบคงที่
แล้วศึกษาจากอัตราชีพจรในขณะพัก ( เช่น การทำสเต็ปเทสต์ )
ผู้ที่อัตราชีพจรกลับคืนเข้าสู่ระดับปกติเร็วกว่าเป็นผู้ที่สมบูรณ์กว่า
Yนักกีฬาจะได้ประโยชน์อะไรจากความรู้ที่เกี่ยวกับชีพจร
แพทย์การกีฬาและนักวิทยาศาสตร์การกีฬาจะนำความรู้นี้มาใช้ในการทดสอบความสมบูรณ์ของนักกีฬาได้อย่างแม่นยำในหลักการทดสอบที่ใช้ในทางปฏิบัติทั่วไป ที่นิยมใช้มีอยู่ 3 แบบ คือ
1. ให้นักกีฬาออกกำลังกายแบบคงที่ เช่น ถีบจักรยานอยู่กับที่
วิ่งบนสายพานเลื่อนแล้วศึกษาจากอัตราชีพจรในระยะคงที่
ผู้ที่อัตราชีพจรต่ำกว่าจะสมบูรณ์กว่า
2. ให้นักกีฬาออกกำลังกายแบบเพิ่มความหนักขึ้นเป็นขั้น ๆ
แล้วศึกษาเปรียบเทียบปริมาณความหนักของงาน
โดยกำหนดอัตราชีพจรไว้ที่ระดับใดระดับหนึ่ง เช่น 170 ครั้ง / นาที
ผู้ที่เมื่ออัตราชีพจรถึง 170 ครั้ง / นาที เมื่อปริมาณความหนักของงานมากกว่า
เป็นผู้ที่สมบูรณ์กว่า
3. ให้นักกีฬาออกกำลังกายแบบคงที่
แล้วศึกษาจากอัตราชีพจรในขณะที่พัก ( เช่น การทำสเต็ปเทสต์)
ผู้ที่อัตราชีพจรกลับคืนเข้าสู่ระดับปกติได้เร็วกว่าเป็นผู้ที่สมบูรณ์กว่า
สำหรับนักกีฬาและผู้ฝึกสอนกีฬา การรู้จักนับชีพจรจะช่วยในการประเมินความสมบูรณ์ทางกายและการการฝึกซ้อมดังนี้
1.
ใช้อัตราชีพจรขณะพักเปรียบเทียบ
ถ้าเป็นการเปรียบเทียบกับตัวเองจะต้องทำในเวลาเดียวกัน ถ้าเปรียบเทียบกับผู้อื่น
นอกจากที่จะต้องอยู่
ในเวลาเดียวกันแล้ว
สภาวะต่าง ๆ ของผู้ที่เปรียบเทียบต้องใกล้เคียงกันด้วย
2. ใช้อัตราชีพจรในขณะหยุดการออกกำลังกายทันที หลังหยุดออกกำลัง 3 นาที
เป็นเครื่องเปรียบเทียบ ( การทดสอบทีแพทย์หรือนักวิทยาศาสตร์การกีฬาใช้บางอย่าง
เช่น Step Test
ทำได้ง่าย
และไม่ต้องมารอุปกรณ์มาก นักกีฬาหรือผู้ฝึกสอนอาจทำเองได้ด้วย )
Yการฝึกซ้อม
1. ใช้ติดตามผลการฝึกซ้อม ในระหว่างการฝึกซ้อม ถ้านักกีฬานับชีพจรของตนเองทุกวันในเวลาเดียวกัน
( เวลาที่ดีที่สุดคือ ตอนตื่นนอนตอนเช้า ก่อนที่จะลุกขึ้นไปทำกิจวัตรประจำวัน ) และบันทึกเอาไว้ จะช่วยบอกได้อย่างดีว่าการฝึกซ้อมที่ดำเนินอยู่นั้นทำให้ความสมบูรณ์เพิ่มขึ้นหรือไม่ ถ้าความสมบูรณ์เพิ่มขึ้น อัตราชีพจรจะลดลง เมื่อชีพจรลดลงในระดับหนึ่งแล้วไม่ลดลงต่อไป แสดงว่าการฝึกซ้อมที่ดำเนินอยู่นั้นให้ผลในการเพิ่มความสมบูรณ์ได้เต็มที่แล้ว หากจะเพิ่มความสมบูรณ์ขึ้นไปอีก จะต้องเปลี่ยนแปลงการฝึกซ้อม โดยอาจเพิ่มความหนักหรือความนานขึ้น
ในระยะที่อัตราชีพจรลดลงจนถึงระดับคงที่มาหลาย ๆ วันแล้ว เกิดมีวันใดวันหนึ่งที่กลับสูงขึ้นไป จะเป็นข้อสังเกตที่สำคัญที่บอกว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้นแล้ว เกิดเจ็บป่วย หรือพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือเกิดการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม จำเป็นต้องหาสาเหตุต่อไป
2. ใช้กำหนดความหนักของการฝึกซ้อม ในปัจจุบันผู้ฝึกสอนกีฬาชั้นนำจะใช้อัตราชีพจรช่วยกำหนดความหนักของการฝึกซ้อมได้อย่างแม่นยำกว่าการสังเกตธรรมดา ตัวอย่างเช่น การฝึกความอดทนสำหรับกีฬาที่การแข่งขันต้องใช้เวลาติดต่อกันไปนาน ๆ ในขณะที่ฝึกความอดทนแบบสม่ำเสมออัตราชีพจรต้องไม่ต่ำกว่า 130 ครั้ง / นาที และไม่เกิน 160 ครั้ง / นาที การฝึกความอดทนของกล้ามเนื้อสำหรับกีฬาที่ต้องใช้กำลังกล้ามเนื้อเต็มที่ในช่วงเวลาสั้น ๆ เช่น วิ่ง200 เมตร ถึง 1500 เมตร ว่ายน้ำสปริ้นจะต้องฝึกแบบเป็นช่วง โดยที่ช่วงหนักอัตราชีพจรต้องสูงกว่า 160 ครั้ง / นาที ช่วงเบาอัตราชีพจรลดลง แต่ไม่ต่ำกว่า 130 ครั้ง/ นาที หรือในการฝึกเพื่อเพิ่มความเร็ว เช่น การให้สปริ้นระยะสั้น ๆแล้วพักจนหายเหนื่อยจึงให้สปริ้นใหม่ อาจใช้อัตราชีพจรเป็นเครื่องกำหนด เช่น ต้องรอให้ชีพจรลดลงต่ำกว่า 120 ครั้งต่อนาที จึงจะสปริ้นได้ใหม่เป็นต้น
นอกจากช่วยกำหนดความหนักในการฝึกซ้อมแล้ว การที่ผู้ฝึกสอนนับอัตราชีพจรของนักกีฬายังเป็นการป้องกันการตบตาของนักกีฬาได้เป็นอย่างดี นักกีฬาที่ขี้เกียจอาจแกล้งทำเป็นเหนื่อยด้วยอาการภายนอกได้ แต่จะแกล้งให้อัตราชีพจรสูงขึ้นไม่ได้ หากไม่ได้ออกกำลังตามที่กำหนด
Yจะนับชีพจรอย่างไร
ที่ข้อมือ ชีพจรจะคลำได้ทางด้านฝ่ามือ ต่ำจากเส้นรอยพับของข้อประมาณ 1 นิ้ว ถึง 1 นิ้วครึ่ง ค้อนมาทางหัวแม่มือ ส่วนที่คอ ชีพจรจะคลำได้ที่มุมคาง ถัดจากลูกกระเดือกไปทางด้านข้าง ตำแหน่งที่คลำได้ของชีพจรทั้งสองแห่งอาจแตกต่างกันไปเล็กน้อยในแต่ละบุคคล
การนับอัตราชีพจรในขณะปกติ ควรนับตลอด 1 นาที ถ้าเพิ่งออกกำลังกายมา ต้องพักอย่างน้อย 10 นาที จึงจะเริ่มนับ
การนับอัตราชีพจรทันที่ที่หยุดออกกำลัง ต้องฝึกหัดให้สามารถเริ่มนับได้โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ( อย่างช้าที่สุดภายใน 15 วินาที ) หากเริ่มนับช้าไป อัตราชีพจรจะลดลง แล้วทำให้ไม่ได้อัตราชีพจรที่แท้จริงของตอนสิ้นสุดการออกกำลัง ผู้ที่ชำนาญอาจเริ่มนับได้ภายใน 2 3 วินาที ผู้ที่ฝึกฝนเพียงไม่กี่ครั้งอาจเริ่มนับได้ภายใน 5 วินาที ซึ่งถือว่าใช้ได้ อัตราชีพจรที่นับในช่วงนี้จะนับเพียง 10 วินาที ( นาฬิกาชนิดมีเข็มวินาทีที่ใช้กันทั่วไปก็ใช้ได้ไม่จำเป็นต้องนาฬิกาจับเวลา ) แล้วคูณด้วย 6 จะได้ค่าของอัตราชีพจร ซึ่งใกล้เคียงกับอัตราชีพจรในขณะออกกำลังตอนใกล้หยุด
YYYYYYYYYYYYYYY